ว่าด้วยประวัติของข้าพเจ้า
..........................................................................................................................
ผมเกิดตอนบ่ายๆ วันพฤหัสบดี ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่
วันนั้นดีเปรสชั่นเข้าเชียงใหม่ ฝนถล่ม ลมแรง...
พ่อตั้งชื่อไว้สามสี่ชื่อ แต่เลือกเอาชื่อ "สรัช"... แปลว่าผู้เกิดแต่สระ...

ผมเข้าโรงเรียนอนุบาลใกล้ๆบ้าน ชื่อโรงเรียนผดุงศิลป์
จำได้ว่าคนขับรถคนนึงถามผมตอนอยู่อนุบาลหนึ่ง ว่าอยู่ชั้นอะไร
ผมตอบว่า "ชั้นสองครับ"
เรียนได้ครึ่งเทอม โรงเรียนก็ปิดกิจการ (เพราะผมรึเปล่าไม่รู้)

ผมไปเรียนโรงเรียนเทศบาลวัดกู่คำ (ใกล้ๆสถานีรถทัวร์ อาเขตนั่นแหละ)
จำได้ว่าวันแรกผมร้องไห้จะไปหาแม่ที่มหาวิทยาลัยพายัพ...
ผมเรียนเร็วกว่าชาวบ้านไปปีนึง... เลยต้องเรียนซ้ำชั้น อนุบาลสาม
ให้อายุครบ 7 ขวบ จะได้ขึ้น ป.1

...............................................................................................................

ชีวิตวัยเด็กผมอยู่ในสังคมค่อนข้างสะอาด ถึงสะอาดมากๆ
มีเพื่อนเป็นลูกคนขายก๋วยเตี๋ยว ลูกเจ้าของร้านแก๊ซ... โรงเรียนอยู่กับวัด...
ตอนเย็นๆเล่นกันหน้าโรงเรียน เป็นลานดินโล่งๆ มีร้านขายของชำเล็กๆอยู่ใกล้ๆ
ตอนนี้จำชื่อเจ้าของร้านไม่ได้แล้ว...

วันเสาร์อาทิตย์ หรือบางทีวันหยุดผมจะได้ไปเดินเล่นในมหาวิทยาลัยพายัพ
นั่งเล่น Red alert รุ่นแรกๆ ที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ (ไปกับพ่อ)
นั่งเล่น Pacman ที่ภาคมนุษย์วิทยา (ไปกับแม่)
จำได้ว่าชอบเดินไปซื้อขนมปังปิ้งที่หน้าโรงอาหารมหาวิยาลัย...

เพื่อนในห้อง ป.3 ของผมมีกันอยู่ราวๆ 18 คน
เพื่อนผู้ชายตอนนั้นที่จำได้ชื่อ โอม ตั้ม จิ วุฒิไกร ... ไล่เตะ พับจรวด เป่ารถกระดาษกันอยู่
เพื่อนผู้หญิงที่จำได้มีชื่อ ฝน นุ้ย ปลา จิราพร (นึกได้แค่นี้ล่ะ)
ครูประจำชั้นตอนป.1 ครูอมราวดี ป.2ครูอัญชลี ป.3ครูสุนีย์
ครูภาษาอังกฤษชื่อครูสุนารี...

....................................................................................................................................

ปี 2542 พ่อผมลาออกจากมหาวิทยาลัยพายัพด้วยเหตุผลบางอย่าง (ตอนนั้นผมไม่รู้เรื่อง)
พ่อมาบรรจุเป็นข้าราชการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผมอยู่กับแม่และน้องสาวที่เชียงใหม่ จนถึงปี 2544 ผมก็ย้ายบ้านมาอยู่ปทุมธานี

ด้วยความที่ผมย้ายโรงเรียนมาแล้วตอนเด็กๆ แถมยังเรียนซ้ำชั้น (เจอเพื่อนใหม่หมดเลย)
ผมเลยปรับตัวกับโรงเรียนใหม่ไม่ยากนัก
ที่โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ (โรงเรียนสวัสดิการของมหาวิทยาลัย)
ผมพบกับสังคมค่อนข้างเละเทะ....

ผมรู้สึกแปลกแยกนิดหน่อยที่ผมไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์ทะลึ่ง
อย่าง "_วย" "_ี" ฯลฯ... แต่ไม่นานเพื่อนๆก็ช่วยสอนให้ผมเป็นอย่างดี

....................................................................................................................................

ผมเรียน ป.4 - ป.6 จบแล้วสอบเข้าโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม
เป็นโรงเรียนสวัสดิการของธรรมศาสตร์อีกนั่นแหละ...
ช่วง ม.1 ผมเป็นเด็กตั้งใจเรียน และยัง ขวาจัด....

จนกระทั่งผมพบว่าสิ่งที่ครูทำ และสอนมันแปลกๆ... ผมเขียนจดหมายต่อว่าครูสอนสังคม
เกรดเฉลี่ยปีแรกของผมเลยอยุ่ที่ 3.89 โดยที่วิชาสังคมเป็นวิชาเดียวที่ได้เกรด 3 (2หน่วยกิต)
ตอนนั้นผมว่าผมคิดถูก แต่วู่วามไปนิด

ม.2 ความขบถ ใสตัวเริ่มคุกรุ่น ผมเริ่มเขียน และอ่าน ฯลฯ เพื่อหาความหมายชีวิต
ตั้งคำถาม ถาม ... หาคำตอบ และพยายามตอบ... ผมเกิดมาทำไม ?...
ผมเขียนจดหมายร้องเรียนครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์อีกแล้ว... ว่าสั่งให้นักเรียนทำงานเพื่อผลงานครู
ใช้นักเรียนเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล แต่ไม่สอนวิธีการคิด ....

ผมพยายามฆ่าตัวตายโดยการรมควันตัวเอง แต่ลืมปิดหน้าต่าง....
โดยในขณะนั้น... ผมคิดว่าชีวิตมันคงเกิดมาแล้วต้องตาย อยู่ไปคงไม่มีประโยชน์รกโลกจริงๆ

.................................................................................................................................

ม.3 ผมเริ่มใจเย็น... อดทน และอดกลั้นมากขึ้น... แสดงออกน้อยลงมาก(บางทีก็เกินไป)
ผมพบว่าความสงบสามารถทำให้ผมไม่โกรธ ไม่ดูถูกคนอื่น ไม่หยิ่งผยอง...
แต่ห้ามความเศร้า และเหงา และความรักไม่ได้...

ผมทะลึ่งจีบสาวคนนึง และอกหัก... ตอนนั้นผมจริงจังมาก ทำตัวหน้าอนาถใจได้หลายวัน

ผมยังคงตามหาความหมายชีวิตเหมือนเดิม แต่ไม่จริงจัง และบ้าเหมือนก่อน
ผมพบว่า...
ที่สุดของชีวิตเราเกิดมาเพื่อความสุข.... ของคนอื่น ไม่ใช่ของเรา
ที่สุดของเป้าหมายชีวิตคือเพื่อคนอื่น.... ไม่ใช่เพื่อเรา

และสิ่งที่ผมคิดใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป

มันมักมีช่องโหว่เสมอ...

บ่อยครั้งเรายึดติดโดยไม่รู้ตัว...

ผมจึงพยายาม...

ไม่ยึดติด.... และผมก็เริ่มสับสน....

.....................................................................................................................

ผมจบ ม.3 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.96 ... ซึ่งผมว่ามันไร้สาระ...
และบางทีผมละอายใจที่ว่า ผมรู้สึกเหมือนไม่ได้อะไรเลยจากการเรียน....
ผมเรียนต่อที่เก่า.... และตอนนี้ผมเรียนอยู่ชั้น ม.4

......................................................................................................................

ว่าด้วยนิสัย (กมลสันดาน) ของข้าพเจ้า

อย่างที่บอกว่าผมเติบโตมาในสังคมสะอาดสะอ้านที่เชียงใหม่
ชีวิตผมค่อนข้างใกล้ชิดธรรมชาติ และหนังสือ...

พ่อกับแม่เป็นอาจารย์... สอนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อารยธรรม และสังคม...
แม่อ่านหนังสือ และเล่านิทานก่อนนอนให้ฟังตอนผมเด็กๆ
ผมท่องบทกลอน เกี่ยวกับสัตว์น้ำ และนิทานสวนสัตว์ได้แม้อ่านไม่ออก...

และผมมักจะอยู่ท่ามกลางการสนทนาของพ่อกับแม่
การวิพากษ์ วิจักษณ์ วิจารณ์ข่าว สังคม บุคคล ฯลฯ ของพ่อกับแม่...
อย่างเช่นที่ผมได้รับอิทธิผลเกลียดบรรหาร ศิลปอาชามาก ตอนอายุ 7 ขวบ
เพราะพ่อกับแม่วิจารณ์กันโดยที่ลืมไปว่าผมนั่งอยู่ด้วย

ไม่ทราบด้วบเหตุผลใด... ผมได้รับอิทธิพล และวิธีคิดแบบพ่อกับแม่มาแบบสุดขีด
ผมมักจะมองสิ่งต่างๆจากมุมมองของผมเองก่อน และเริ่มจะมองด้วยอีกมุมหนึ่ง
อีกมุมหนึ่ง ของคนหนึ่ง และอีกของคนหนึ่ง...

..........................................................................................................................

จนเดี๋ยวนี้งานอดิเรกของผมยามว่างคือไปเดินเล่น ออกกำลังกาย
และถกกันว่าด้วยเรื่องสังคม มนุษย์โลก เซน เวลา มิติของจักรวาล ฯลฯ
บางทีการคุยและพูดสิ่งที่คิดออกมามันทำให้จิตใจผมสบาย...
และผมชอบนั่งคุยเรื่องพรรค์นี้กับแม่...

นิสัยไม่ดี หรือดีก็ไม่รู้อีกอย่างของผมคือ การเงียบ
ผมเป็นคนเก็บอารมณ์เศร้า โกรธ เกลียด ไม่พอใจ ได้ดีมาก
ผมจะเงียบ... และไม่แสดงออก หรือแสร้งทำเป็นสบายใจได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก
บางครั้งมันดี ในหลายโอกาส แต่บางครั้งมันทำให้ผมเหงา และต้องการคนเข้าใจ

ผมไม่พูด... แต่อยากให้มีคนเข้าใจ แปลกดีมั้ยครับ....

ผมเป็นคนเก็บอารมณ์ดีๆไม่ได้ มีความสุข ดีใจ ผมจะเก็บยิ้มไม่เคยอยู่...
ชอบเรื่องตลก บางที(หลายที)ผมทะลึ่ง ผมชอบแซวสาวๆ ชอบทำตัวกรุ้มกริ่ม
และบ่อยครั้งกวนตีนมากไปหน่อย

นิสัยไม่ดีอย่างหนึ่งของผมคือผมชอบลืมมาตรฐานวิธีคิดของคนอื่น...
คือบางอย่างถ้าใครทำกับผม ผมจะไม่ถือ...
และผมเลยมักจะเผลอทำให้คนอื่นเคืองอยู่เป็นนิจ
เพราะมาตรฐานการถูกกวนตีนของผมมันต่ำมาก เป็นเรื่องยากมากที่จะยั่วให้ผมโกรธ

...............................................................................................................................

ผมเป็นโรคจิตหลายอย่าง อย่างเช่น
ผมชอบผู้หญิงใส่แว่น (สาวแว่น) เป็นพิเศษ ....
เวลามองผู้หญิงสวยๆ ผมชอบมองที่น่อง... (ย้ำว่าน่อง ไม่ใช่ต้นขา)
ผมรู้ตัวว่าการแต๊ะอั๋งผู้หญิงไม่ดี แต่ผมชอบปล่อยให้ตัวเองเดินเบียดชาวบ้านหน้าตาเฉย

ผมชอบฟังเพลงเก่าๆ เพราะแม่เปิดให้ฟังบ่อยๆ อย่างพวก
สุนทราภรณ์(ลีลาศ) ดิอิมพอสสิเบิ้ล แกรนเอ็กส์ สาวสาวสาว ฯลฯ
ผมฟังเพลงจรัญ มโนเพ็ชร และร้องได้เกือบทุกเพลง...

ผมชอบสีส้ม... เพราะทำไมก็ไม่รู้เหมือนกัน...

เดี๋ยวนี้ผมชอบความเงียบในบางเวลา แต่ก็ต้องการสังคม
ผมชอบบทกวี และพยายามจะเขียนเองบ้าง...

บ่อยครั้งผมคิดมาก และทำร้ายสุขภาพตัวเอง....

......................................................................................................................

ว่าด้วยสุขภาพของข้าพเจ้า

ผมเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจแต่เด็ก
แต่รักษาจนเหลือแค่โพรงจมูกอักเสบ...

ผมมีกระดูกและข้อต่างๆ ไม่แข็งแรง
และกระทบกระแทกไม่ได้

นอกจากนี้ก็ยังเป็นโรคผิวหนัง รังแค
มือ เท้า ลอก... และแพ้อากาศ....

ผมมักจะเซ็งการอาการบ้าๆบอๆของผมเช่น เลือดทะลักออกจมูก
เดินๆอยุ่แล้วข้อเท้าเจ็บ และหน้ามืดเวลาอากาศชื้น....

.........................................................................................................................

ว่าด้วยมุมมองความรักของข้าพเจ้า

ผมไม่ชอบฟันธงอะไร หรือยึดติดกับอะไร...
ความรักก็เช่นเดียวกัน... มันเป็นลักษณะความสัมพันธ์อย่างหนึ่ง จากอารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์

ใช่... และผมควบคุมมันได้ลำบาก

ผมรักพ่อแม่มากเป็นพิเศษ รักน้องสาว รักเพื่อนมากกว่าคนอื่นๆในโลก
ผมแอบชอบสาวคนนึงและรู้สึกดีเวลาได้อยู่ใกล้ๆ

สุดท้ายแล้วผมมองว่าความรักเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ซับซ้อน และเฉพาะคน
มันเป็นความรู้สึก และมันอธิบายลำบากเหมือนถามว่าการมีชีวิตอยุ่เป็นยังไง...

..........................................................................................................................

ว่าด้วยอนาคตของข้าพเจ้า

ผมถูกพ่อกับแม่บังคับให้เขียนรายชื่อคณะ ที่มีอยู่มาหนึ่งแผ่น
และกาออกทีละคณะว่าผมไม่อยากเรียนอะไร
X นิติ
X วิศวะ
X แพทย์
X วิทย์
X รัฐศาสตร์
X เศรษฐศาสตร์
X ศิลป์
X บัญชี
O สถาปัตย์
O สังคมวิทยา

ผมชั่งใจระหว่างสองอย่างนี้....
และสรุปจริงๆคือผมอยากเรียนสังคมวิทยา... จากหัวใจเลยจริงๆ
และผมคงต้องเรียนมหาลัยตามความคาดหวังของพ่อกับแม่ และญาติๆ ซึ่งเป็นครูกันทั้งนั้น

บางทีถ้าพ่อแม่ไม่คาดหวัง ผมอาจจะไปบวช...

เหอๆ...

....................................................................................................................

สุดท้าย

ว่าด้วยมุมมองต่อโลก


ผมว่าของผมเองว่า... ทุกอย่างมันน่าจะสร้างมาให้สมดุลกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นไปตามที่ควรจะต้องเป็น และบางครั้งเราเลือกที่จะทำไม่ได้
หรือเราถูกบังคับให้เลือก... หรือจะเลือกอย่างไหนก็ไม่มีผล หรือไม่ก็คือเราเลือกอย่างที่ควรจะเลือก

เรารักษาคนให้รอดตาย แล้วคนก็เลยมีมากมายจนหลายคนอดตาย...
เหมือนว่าการแพทย์นั้นเอาเปรียบคนไม่มีเงิน โดยกลไก

มนุษยชน บนพื้นฐานระบบทุน....

อย่าพูดถึงเลยดีกว่า

เอาเป็นว่า... ผมเชื่อว่าสิ่งที่จะเกิดต่อไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้
แต่เราสมควรจะมีจุดยืน มีความหวัง และความพยายามของเราเอง แม้จะไม่เกิดอะไรขึ้นมาก็ตาม
ผมมองเห็นความเสื่อมถอย ของสังคม ของศีลธรรม และค่านิมยมคนในสังคมทุกวันๆ
ผมรู้สึกว่าธรรมชาติกำลังทวงคืนความสมดุลที่มนุษย์ทำลาย



ผมอาจมองอะไรแคบๆในสายตาคนอื่น

แต่ผมก็เปิดรับความคิดคนอื่นอยู่เสมอ...

บางครั้งคนอื่นมักมองผมผิดๆ ว่าผมมองอะไรแคบๆ

เหมือนกับที่บ่อยครั้งผมก็มองคนอื่นผิดๆ เหมือนๆกัน

ผมพยายามจะเปิดใจให้กว้าง




และสิ่งที่ยากที่สุดของผมตอนนี้ก็คือ ความสงบ...

และที่ผมเคยคิดมาตลอดว่าศาสนานั้นงมงายนั้นมันไม่ถูก

ศาสนา... เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามันสำคัญมากๆเลยตอนนี้


...........................................................................

จบแล้ว ว่าด้วยเรื่องของข้าพเจ้า
นานจะได้เรียบเรียงชีวิตตัวเองซักที...
ยิ่งเขียนมากก็ยิ่งลงตัวมากขึ้น ละเอียดอ่อนมากขึ้น
บางทีย้อนกลับไปดูที่เขียนครั้งแรกๆก็ตลกดี

และผมค่อนข้างมั่นใจว่า วัย ของคนเราเปลี่ยนแปลงคนได้ทั้งคนจริงๆ

วันนี้ผมระลึกความหลังแฮะ... เหมือนคนแก่เลย...

เหอๆ

พรุ่งนี้ผมอาจไม่คิดแบบนี้.......

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ขอบคุณที่มาเม้นให้ผมนะคับเหอๆเล่นประวัติซะยาวเลยหุหุหุ

#1 By mik_cos on 2006-05-31 21:08

แฮ่กๆ

#2 By เร่ (124.157.147.173) on 2006-05-31 21:29

นับว่าเป็นประวัติชีวิตที่ค่อยข้างยาวมาก แต่ขอบอกว่าเขียนได้น่าอ่านจริงๆคับ เวลาอ่านแล้วรู้วึกว่าชีวิตมันดูน่าติดตาม และย้อนกลับไปมองตัวเอง ว่าเราก็เคยผ่านคืนวันแบบนี้มาบ้างเหมือนกันไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่แค่ม. 4 นะเนี่ย ฮะๆ
อาการโรคจิตคล้ายๆกันเลยฮะ ชอบมองคนใส่แว่นเป็นพิเศษ ทั้งชายและหญิง ดูเหมือนเสน่ห์ความน่ารักจะอยู่หลังแว่นหล่ะนะ

#3 By หนูพุก on 2006-05-31 21:52

อืมมม น่าสนใจ....

ว่าแต่สังคมวิทยา.. คณะนี้มันเรียนอะไร เพื่ออะไร แล้วไปทำอะไร

#4 By X Saint (159.153.4.50) on 2006-06-01 02:10

ชอบสำนวนการเขียนจังเลยค่ะ ลื่นไหลดี ถ้าเขียนนิยายต้องรุ่งแน่เลย อิอิ

แต่ว่า อ่านแล้วรู้สึกเลยค่ะ... ถึงจะไม่เหมือน แต่มีบางส่วนที่คล้ายกับเรามาก โดยเฉพาะ คำพูดที่ว่า

"ผมไม่พูด... แต่อยากให้มีคนเข้าใจ"

เราเข้าใจความรู้สึกค่ะ เราไม่ชอบพูดอะไรมากนัก ไม่ค่อยชอบพูดถึงเรื่องของตัวเอง บางครั้งก็เอาแต่เงียบ แต่ก็ยังอยากจะให้มีคนมาเข้าใจ.....

#5 By Mimirin on 2006-06-01 20:09

อ่านๆไป ก็เหมือนเราเลยแฮะ เหอะๆ

- -

#6 By -แหงนมองฟ้า- on 2006-06-02 19:51

ไปเป็นครูจิตวิทยาก็ไม่เลวนะครับ

#7 By ง้วน on 2006-06-03 09:16

อยากไปบวชเหรอคะ

พี่เคยอยากเรียนสถาปัต แต่ไม่ได้เรียน

ตอน ม.ปลาย พ่อไม่ให้เรียนศิลป์คำนวน
พ่อให้เรียน วิทย์-คณิต

ตอนนั้นโกดพ่อมากมาย แต่ตอนนี้ก็ ok นะ ชีวิตมีความสุขดี ^^

ความคิดของคนเรา เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ นะ ความคิดเปลี่ยนเมื่อเราโตขึ้น เมื่อมีสิ่งต่างๆ เข้ามาในชีวิต บางทีมุมมองก็เปลี่ยน

แต่ไม่ว่าทำอะไร ขอให้มีความสุขก็ระกันค่ะ

#8 By =Ak[i]Na= on 2006-06-03 09:56

ขอบคุณนะค่าที่มาคอมเมนต์ให้

#9 By *-* โดราจัง *-* on 2006-06-04 11:13

ระวังกลับมาอ่านอีกที จะรู้สึกเด๋อนะ หึ หึ

เมื่อเวลาผ่านไปนานกว่านี้
นานกว่านี้สักหน่อย

#10 By เก้อ ม.4 เหมือนกันงับ (58.10.158.162) on 2006-06-29 07:29

มันก็เป็นแบบนั้นทุกทีแหละ...

รออีก 2 ปีเขียนอีกรอบ
นั่งดูวิวัฒนาการ

#11 By เต่า on 2006-06-30 05:38

ชีวิตคุณน่าสนใจดีจัง ถ้าคุณเกิดยุคบุปผาชนคุณคงสนุกและมีเพื่อนร่วมอุดมการอีกมากมาย ไม่แปลกที่คุณคิดแบบนี้ ตัวตนของคุณเป็นแบบนี้ และคุณอาจแปลกใจในความเป็นขบถของตัวคุณเอง น่าภูมิใจแทนพ่อแม่ของคุณ ถึงอย่างไรคุณยังมีเวลาค้นหาคำถามที่คุณสงสัยอีกมากมาย ชนส่วนน้อยของโลกแม้จะรู้ว่าแตกต่างแต่ก็ปรับตัวและเข้าใจในสิ่งที่วัยและวันเวลาที่ผ่านไปได้เสมอ ยิ้มเมื่อหัวใจคุณยิ้ม ร้องให้เมื่อหัวใจคุณร้องให้ นั่นคือความหมายของชีวิตนะคับ ขอต้อนรับสู่ชนเผ่าเดียวกัน อุ หุ

#12 By จิดาญา (203.113.76.12) on 2007-01-09 12:52

อ่านทุกตัวอักษรนะ

เข้าใจได้ดีด้วย...

#13 By ชม (124.121.195.211) on 2007-06-12 19:16

แล้วพี่จะเรียน..หรือจา..บวช

แต่ยอมรับว่าอ่านแล้วสนุก

ทีแลกไม่ได้ตั้งใจเปิดมาอ่าน

หนูแค่พิมพ์ในกูเกิลว่า...มือเท้าลอก....

แต่ยังไงก็เหอะถือเป็นความบังเอิญที่ได้มารู้จักพี่..อะน่ะ

พรุ้งนี้หนูอาจได้เจอกับพี่ก็ได้...ใครจาไปรู้


#14 By ตะนอย (203.146.63.182) on 2007-08-20 21:22

หนูว่าการใช้ภาษาที่พี่เขียนลงไป

มันอ่านแล้วเข้าใจง่ายดี

ลองออกหนังสือสักเล่ม

แต่พี่ต้องดังก่อนน่ะ...ถึงจะแจ่ม

หรือไม่ก็ไปเป็นนักปลุกระดมพลแถวภาคใต้ให้คนรักชาติ...จึก

คุยได้ Modtanoy_Zaa_Hi@hotmail.com

#15 By ตะนอย (203.146.63.182) on 2007-08-20 21:26

#16 By เด็กโรงเรียนเดียวกับพี่ (124.121.201.242) on 2007-12-29 16:45

กดผิด แหะๆ

อ่านแล้ว เหมือนบทกวีอะไรซักอย่างเลย
แต่ให้แง่คิดนะ คล้าย ๆ ชีวิตหนูเลย

#17 By เด็กโรงเรียนเดียวกับพี่ (124.121.201.242) on 2007-12-29 16:47

พี่สรัช หนู แนนเพื่อนไอนลินมัน พี่ไม่รู้จักหรอก ที่ใส่แว่นอ่ะ หนูว่าชีวิตพี่ ตอนแรกก็ดี ต่อมาก็เศร้า แล้วก็ดี และก็เศร้า อะไรก็ไม่รู้ สรุปแล้ว ชีวิตพี่ค่อข้างปั่นป่วนมากquestion
ไม่คิดเลยว่าจะเจอคนที่เรียนวัดกู่คำ ผมจบ ป.6 เมื่อ ปี 36 ตอนนี้ทำงานแล้วครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะ ศิษย์น้องพี่

#19 By เคน (117.47.217.92) on 2008-03-25 17:07