ขออนุญาตเกริ่นไว้ก่อนว่าเอ็นทรีนี้มีความหมิ่นเหม่ต่อสถาบันชาติ
ผู้อ่อนไหวในเชิงวัฒนธรรม และวิธีคิด ควรจะข้ามไปอ่านเอ็นทรีอื่นครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------

ช่วง 2 เดือนมานี้ผมเริ่มรู้สึกได้กลิ่นไออะไรบางอย่างที่ทำให้ผมสับสนอยู่พอสมควร
โดยส่วนตัวคนเดียวผมพอจะเรียกมันได้ว่า "กลิ่นชาติสลาย" ....
ความจริงกลิ่นนี้มีมานานแล้ว แต่จมูกของผมและหลายๆคนอาจไม่รู้สึก....

อ้อ... วันนี้ไม่ได้พูดเรื่องการเมืองนะครับ....

ก่อนอื่นมาดูพัฒนาการของความเป็น "ชาติไทย" กันดีกว่า




☺ อาณาจักรแสงเทียน > ราชอาณาจักร > ?
ในสมัยสุโขทัยตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อาจเชื่อไม่ได้ หรือเชื่อได้
พ่อขุนรามคำแหงรวบรวมดินแดนบริเวณหนึ่งก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย.....
จวบจนสมัยอยุธยาตอนต้น ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นลักษณะของอาณาจักรแสงเทียน

คือมีราชธานีเป็นเมืองใหญ่หลัก มีหัวเมืองตามลักษณะการปกครอง...
มีชายแดน แต่ไม่มีเส้นแบ่งประเทศ

เหมือนแสงเทียนที่มีจุดสำคัญอยู่ที่เปลวเทียนเท่านั้น...
หมู่บ้านขึ้นอยู่กับเมืองต่างๆ เมืองต่างๆก็ขึ้นอยู่กับราชธานี
บางหมู่บ้านที่ไม่ขึ้นกับใครเลยก็มี ไม่มีใครมาปักหลักแบ่งว่า
นี่สยาม นี่เขมร นี่พม่านะโว้ย เอ็งข้ามมาไม่ได้....

เรื่องเขตแดนเป็นความคิดแบบตะวันตกที่เข้ามาหลังจากฝรั่งเศษ
อังกฤษ มาล่าอาณานิคมแถวนี้ แล้วเลยตกลงแบ่งดินแดนกับไทย
ขีดเส้นตามแนวแม่น้ำ.... ภูเขา ....

หลังจากจุดนั้น...ประเทศสยามถึงได้เข้าใกล้ความเป็นรัฐชาติจริงๆ
และประชาชนมีในหลวงองค์เดียวกัน หัวเมืองขึ้นต่อศูนย์กลางทั้งหมด


มันพึ่ง 200 กว่าปีมาเองนะครับ...

ความเป็นรัฐชาติมันพึ่งเกิดขึ้นจริงๆแค่ 200 กว่าปีเท่านั้น...
แต่ที่มันอยู่มานานก่อนหน้านั้น... มันคือชุมชนต่างหาก....






☺วีรบุรุษ และการกู้ชาติ
ครูสอนวิชาสปช.(เสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต) สังคม และประวัติศาสตร์
พยายามยัดเยียดวิธีคิดและความเชื่อมั่นในชาติ (ชาตินิยม) ให้กับนักเรียน
ตามแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ?
พร่ำสอนว่า...พระนเรศวร และพระเจ้าตากสินกู้ชาตินะลูก....
ถ้าไม่มีพระองค์เราก็ไม่มีทุกวันนี้หรอกนะลูก....

อันที่จริงแล้ว.... ในมุมกลับ

ถ้าพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตก แล้วพระยาตากตีคืนไม่ได้
ประวัติศาสตร์ก็จะเขียนไว้ว่า


"พระเจ้านันทบุเรงทรงรวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น สังหารพระยาตาก
ของไทยซึ่งคิดตีเอากรุงศรีอยุธยาคืน แล้วก็ปกครองแผ่นดินอย่าง........."

เห็นมั้ยครับว่าประวัติศาสตร์ในโรงเรียนพยายามล้างสมองเด็กนักเรียน
ปลูกฝังวิธีคิดเชิดชูชาติ ในขณะที่ไม่สอนวิธีการประวัติศาสตร์ที่แท้จริงกับนักเรียน

ใครมีความสามารถ มีกำลังทหารยึดเมืองต่างๆได้
ในที่สุดคนรุ่นหลังก็จะเชิดชูว่าเป็นความประเสริฐไปเสียหมด

ที่ทุกๆชาติต้องทำแบบนี้ (แม้แต่อเมริกา)
เพราะอะไรน่ะหรือครับ
เพราะพวกเค้าก็ต่างหวาดกลัวอำนาจ ทุนนิยม ที่กำลังคุกคาม
รัฐชาติของพวกเค้าอย่างเลือดเย็น

เริ่มมองเห็นความสับสนแล้วใช่มั้ยครับ





☺ ชาติไทยยุคทุนนิยม
ครองโลก
ในโลกยุคนี้คงไม่สามารถปฎิเสธว่าในทุกๆพื้นที่ของโลกอบอวลไปด้วย
กลิ่นทุน... ที่ดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ...
และแน่นอน... ที่นี่ประเทศไทยก็ด้วยเช่นกัน....

หลักการง่ายๆ ของทุนนิยมคือ "ผลิตมากๆ ต้นทุนจะได้ต่ำๆ"
"ทำยังไงก็ได้ให้ได้กำไร" เพราะทุกคนมีความเป็นปัจเจกด้วยอำนาจทุน
ไม่มีความเป็นชาติ... ในหัวสมองพวก CEO ที่บริหารบริษัทให้ได้กำไรอย่างเดียว

ลองคิดดูครับว่าเรามีเงิน 25,000 บาท...
เราจะไม่สามารถใช้ทุนจำนวนนี้สร้างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งด้วยตัวเอง...
แต่ทุนนิยมทำได้...ด้วยกำลังการซื้อ และผลิตที่มาก... ทำให้ราคามันถูกลง
จนชาวบ้านตาดำๆซื้อของในราคาถูก...

ข้อสำคัญของทุนนิยมคือ มันเป็นระบบที่เวิร์คที่สุด
และเลี้ยงคนจำนวนหลายพันล้านบนโลกนี้ได้เกือบทั้งหมด...
และในระบบทุนนิยม (Capitalism) นี้ก็มีนกลุ่มหนึ่งที่ไม่รู้จะอธิบายว่ายังไง
พวกเค้าคือ "นายทุน" ที่ได้และเสียประโยชน์จากผู้บริโภค....
รวย และบางครั้งดูเหมือนเอาเปรียบคนไม่มีจะกิน...


ความล่มสลายของชาติอยู่ตรงไหน?

ลองมองดูต่างชาติก่อน...
ถ้าคุณเคยดูบอลบ้าง ก็จะรู้ว่าโค้ชทีมอังกฤษไม่ใช่คนอังกฤษ
แต่เค้าจ้างมาคุมทีมเพราะมันจะทำเงินได้...

ทีนี้ลองมองประเทศไทย...

ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปที่มีคนเดินวันล่ะแสนคน
บิ๊กซี คาร์ฟูร์ โลตัส ฯลฯ
สิ้นค้าที่เราซื้อๆกันน่ะ... 80% ของกำไรมันตกในมือนายทุนข้ามชาตินะครับ
สารพัดสินค้าทั้งนำเข้า ทั้งผลิตเองก็ยังมีส่วนแบ่งของต่างชาติ

ป้าแก่ๆที่ขายทองหยอด และฝอยทองก็ซื้อน้ำตาลจากร้านขายของชำ
ที่ซื้อของมาจากแมคโครอีกที เพราะซัพพลายเออร์มันไม่ส่งของให้ร้านขายปลีก
ที่ไม่ค่อยมีความมั่นคง และมีมากมายเกินไป

สินค้า อาหารที่กันอยู่วันล่ะสามมื้อ... มันก็คือทุนข้ามชาติที่เข้ามาฝังใน
วิถีชีวิตเราอย่างดิ้นไม่หลุด และไร้ทางสู้


แล้วจะมีประเทศไทยอยู่ตรงไหนอีกครับ!!!





☺ การกลืนทางวัฒนธรรม และการเสื่อมสลายของภาษา...
เมื่อทุนต่างชาติเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตของเรา... มันก็หอบเอาวัฒนธรรมเข้ามาด้วยครับ
เช่น ซักผ้าต้องใช้แฟ้บ ถ่ายเอกสารก็ซีรอกส์ ... ฯลฯ....
เรารู้จักวัฒนธรรมต่างชาติมากขึ้น รับเข้ามามากขึ้น... และมันก็ค่อยๆกลืนเราไปทีล่ะน้อย...

ถูกปลูกฝังให้คิดแบบตะวันตก... แต่จะให้รักนวลสงวนตัว
จะเป็นศูนย์กลางแฟชั่นโลก ... แต่จะให้นุ่งโจงกระเบน ห่มสไบ...
ค่านิยมมันสวนทางกันเองนะครับ...

ปรากฎการณ์ที่เห็นกันทั่วๆไปก็เช่น
ตามบล็อคใน exteen นี่แหละครับ...

การแทนชื่อตัวเองด้วยชื่อแบบญี่ปุ่น ใช้ศัพท์แบบญี่ปุ่น
บ้าดาราเกาหลี คลั่งแฮร์รี่ พอตเตอร์ ฯลฯ
แม้แต่ชื่อ exteen ก็เป็นภาษาอังกฤษเพราะเป็นข้อจำกัดทางเทคนิค...

เราก็อยู่กับมันโดยที่ไม่รู้ตัว... และค่อยๆกลายเป็นวัฒนธรรมไปในที่สุด
วัฒนธรรมมันก็คือวิถีชีวิตนะครับ
ใช้ชีวิตยังไง วัฒนธรรมมันก็เป็นไปอย่างนั้น

กระทรวงวัฒนธรรมก็งี่เง่าเหลือเกินกับความคิดอนุรักษ์นิยม
ที่พยายามจะเอาวิถีชีวิตแบบ 200 ปีก่อนมายัดใส่หัวคนสมัยนี้
มันเป็นไปไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงครับ...







อีกเรื่องที่สำคัญมาก...
คือการเสื่อมสลายของภาษาไทย...

ไม่แน่ใจว่ามันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่...

งับ กั๊บ คร้าฟ
คร่ะ จร้า ขอบจัย ขอหั้ยเมฟามสุข
หวาดเด ฯลฯ

มีคนกลุ่มหนึ่งต่อต้านภาษานี้อย่างรุนแรง และเรียกมันว่า
"ภาษาวิบัติ" ....


มาดูตัวอย่างคนที่มันเกลียดภาษาวิบัติแบบเข้าไส้
และเขียนระบายอารมณ์ได้สะใจห่ามากขากถุยบัดซบตบหน้าคนใช้ภาษาแบบนี้อย่างแรง
http://brownfrog.exteen.com/20060509/entry-1

เอาล่ะ....

ส่วนตัวผมยังสับสนว่าควรจะบอกว่ายังไงดี...
ผมก็ใช้ภาษาไทยแบบที่พยายามให้ถูกต้องตามแบบแผนเดิม แม้บางครั้งจะมีภาษาพูดข้าไปปนด้วยบ้าง
เช่น "มั้ย" "เมื่อไหร่" ฯลฯ

แต่เชื่อมั้ย (มั้ยอีกแล้ว) รุ่นพ่อผมเนี่ย(เนี่ยก็ด้วย) ใช่ภาษาพูดในภาษาเขียนไม่เป็นครับ
เวลาติดต่อกับพ่อทางเมล์ก็จะเหมือนเขียนจดหมาย... "ไหมครับ " "สวัสดีครับ"
คือจะไม่มีภาษาพูดเลย...

รุ่นผมก็เริ่มมีการใช้ภาษาพูดในภาษาเขียนบ้าง และเป็นที่ยอมรับได้ของคนทั่วไป

จากนั้นด้วยคลื่นกระหน่ำจากสังคม วัฒนธรรมที่เปิดกว้าง...
มันก็เริ่มจะมีการใช้ภาษาพูดที่พิศดารไปเรื่อยๆ และเข้ามาในภาษาเขียนเรื่อยๆ





บทสรุปของเอ็นทรี(ทับศัพท์อีกแล้วเห็นมั้ย(มั้ยอีกแล้ว))นี้....

แน่นอนว่ามันต้องมีบทสรุป...ไม่ใช่มาพล่ามให้งงแล้วจากไป...
ผมสรุปแบบหมิ่นเหม่ว่า...

ชาติไทยดับสูญไปแล้วครับ...

มันเหลือแค่เขตแดน ระบบการปกครอง พระเจ้าอยู่เจ้าอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวของคนไทย
เหมือนร่างกายที่ไร้วิญญาณ....



จุดจบของภาษาไทยคงจะได้เห็นกันในคนรุ่นผมนี้กระมัง...
สิ่งที่เราจะทำได้ก็แค่ปรับตัวเพื่อเอาตัวรอด...
และยอมรับความรุนแรงของกระแสหลัก ค่านิยม และทุน...
ซึ่งคนกลุ่มเล็กๆไม่สามารถต้านได้นานนัก...

ถึงบรรทัดนี้ผมยอมรับว่า
ผมสับสนมากว่าควรทำยังไงกับช่วงชีวิตที่เหลือ
กับการล่มสลายของสิ่งที่ถูกสอนให้ศรัทธา...

กับความจริงที่ว่า "ผมทำอะไรไม่ได้เลย"....

----------------------------------------------------------

ด้วยความที่พ่อกับแม่ผมเป็นอาจารย์ และสอนประวัติศาสตร์...
ผมออกจะมีแนวคิดแบบหัวรุนแรง... แต่ไม่ป่าเถื่อน... ไม่ขวาจัด
ไม่ใช่สัจจะนิยม...

บางทีมันก็กระทบคนอื่น กระทบความเชื่อของคนอื่น
แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมเขียนทั้งหมดมันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม
ไม่ใช่ชาติ...

ผมยังเชื่อเสมอว่าคนดีๆจำนวนหนึ่งจะทำให้สังคมดีขึ้นได้
แม้จะไม่มีภาษาไทย หรือชาติไทย...
ขอแค่วัฒนธรรมเล็กๆที่หาได้ยากยิ่งที่เรียกว่า "ความเอื้อเฟื้อ"
ยังมีอยู่บ้างในสังคมที่ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ภาษาอะไร มันก็เพียงพอกับ
การเกิดมาเป็นมนุษย์ซักครั้งหนึ่งแล้วครับ....

edit @ 2006/05/12 06:25:44

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เริ่มเขียนตั้งแต่ตีสี่... แป๊บเดียว6โมงแล้ว

#1 By เต่า on 2006-05-12 06:27

เรื่องพระเจ้าตากสินชวนให้สับสนจริงๆแฮะ...ก็มันมีหลักฐานกับการเชื่อมโยงสู่กรุงรัตนโกสินทร์นี่หนา...เกี่ยวกับพระเจ้านันทบุเรงได้ไง...(โอย โง่ประวัติศาสตร์ชะมัดเลยเรา)

แต่ผู้ชนะคือผู้จารึกประวัติศาสตร์นี่นะ ==

ส่วนการล่มสลายของชาติและการกลืนวัฒนธรรมน่ะถ้าคิดให้จริงจังมันก็ใช่อยู่ คำถามที่ว่าควรทำยังไงกับชีวิตที่เหลือน่ะ มันแล้วแต่บุคคลจริงๆ เป็นเราคงอยู่กับพ่อกับแม่ เรียนหนังสือ หางานทำ มีครอบครัว แก่ๆหน่อยก็หันมาดำรงอยู่ในพุทธวจนะ แล้วก็จบ....

แหม...เป็นเรื่องละเอียดอ่อนจริงๆ อย่าคิดมากเลย(เอ๊ะ...นี่เราไม่รักชาติเรอะ)

#2 By kororo on 2006-05-12 06:36

ไอ้ สวัสดีคัฟ นี่ผมรับไม่ได้ว่ะ
ใครมาเขียนอย่างนี้ใส่จะด่าให้ -*-

"... กระทรวงวัฒนธรรมก็งี่เง่าเหลือเกินกับความคิดอนุรักษ์นิยม
ที่พยายามจะเอาวิถีชีวิตแบบ 200 ปีก่อนมายัดใส่หัวคนสมัยนี้
มันเป็นไปไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงครับ..."

เห็นด้วยสุดๆ ครับ
ผมว่าคนที่จะทำงานกระทรวงนี้ ต้องมี ความรู้อย่างคนรุ่นเก่า
แต่ต้องมี ความคิดอย่างคนรุ่นใหม่ มากๆ เลยนะ
ไม่งั้นมันก็จะออกมาเหวอๆ อย่างที่เป็นกันมานี่แหละ

#3 By Bickboon on 2006-05-12 06:53

ข้าพเจ้าเห็นด้วย ภาษาวิบัติข้าพเจ้าไม่ชอบอย่างหนัก(พอดีอ่านยากน่่ะ)
แต่ข้าพเจ้าก็ชอบวาดการ์ตูนญี่ปุ่น(ไม่รู้เป็นเพราะแรงบันดาลการ์ตูนญี่ปุ่นที่ฉายรึเปล่าหว่า!?)
จริงแล้วข้าพเจ้าก็วาดการ์ตูนไทยอยู่นะวาดสลับไปสลับมากลับการ์ตูนญี่ปุ่นหน่อย

#4 By Rehard on 2006-05-12 07:10

สิ่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นคือสิ่งที่ตายไปแล้ว
ภาษา,วัฒนธรรมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็คือ ภาษา,วัฒนธรรมที่ตายไปแล้วเช่นเดียวกัน

#5 By Angel13th on 2006-05-12 07:59

อ่า เราไม่ได้มองอย่างนี้นะ คนละแบบกันหรืออาจจะเป็นเพราะเราชอบการประนีประนอมก็ได้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงหากประเทศชาติสับสนแล้วเราจะทำอะไรได้ นอกจากช่วยกัน
แม้ประเทศหายไปแต่ความเป็นไทยมันยังอยู่ แล้วก็กลับมาถามว่าอะไรคือความเป็นไทยใช่มั้ย อืม เราตอบไม่ได้หรอก
เพราะหากความรู้สึกรักชาติหายไปจริงๆ เราก็คงไม่คิดว่านี่เป็นประเทศไทยหรอก(พิมพ์เอง งงเอง)

#6 By bong's on 2006-05-12 18:35

ไม่ขอคอมเม้นนะครับ แล้วแต่บุคคล

#7 By ง้วน on 2006-05-12 22:40

เอ่อ อ่า ...

คอมเม้นไม่ถูก
อ่านแล้ว มันลึกซึ้งเกิน สมองอันน้อยนิดของหนิง

#8 By หนิง (58.9.58.37) on 2006-05-12 23:16

ส่วนเราใช้ว่า "แสงแดด"

น่าจะไทยเนอะ

...

ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่เป้นประโยชน์นะคะ

#9 By แสงแดด on 2006-05-13 16:39

อย่างว่าละหน้อ

อ.นิธิเคยพูดว่า ชาติมีความหมาย กลวง และอาจจะถูกชนชั้นปกครองในสมัยใดๆ จับยัดความหมายใหม่ๆลงไปอยู่เนื่องๆ

ความหมายแต่ละรูปแบบของชาติก็มีเพื่อต่อสู้กับชุดความคิดต่างๆ ตามสภาพแวดล้อม

บางครั้ง ชาติก็ถูกนำมาต่อสู้กับ สังคม หรือ ชุมชนของตนเอง สู้และทำลายวัฒนธรรมวิถีชีวิตของคนในสังคมที่ชาติดำรงอยู่ ....
บางครั้งชาติก็เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับระบบทุนข้ามชาติผูกขาดที่เราเรียกกันว่า ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ หรือทุนนิยมใหม่

ชาติ เอง ทั้งปกป้อง และ ทำลาย วัฒนธรรมของสังคมเราเอง บางครั้งทำทีละอย่าง บางครั้งทำพร้อมกัน

ชาติเป็นสิ่งที่ดีจริงหรือ....

...คำตอบขาว-ดำ คงไม่มี

ปัจจุบัน ชาติ กำลังจะตาย(บางคนก็ว่า ชาติตายแล้ว) เพราะ ทุนนิยมใหม่ที่เอาพรมแดนทางภูมิศาสตร์ไปทิ้งชักโครก

ถามว่าผมรู้สึกยังไง

..
..
ดีใจ หรือ เสียใจ




...
..

..ผมไม่รู้ครับ
ไม่รู้ด้วยว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี ....

รู้แต่ว่า สะใจชิบหายเล้ย

ก็ผมมันพวก อนาธิปไตย นี่หว่า
อืมผมเห็นด้วยนะ
--
สำหรับส่วนตัวแล้ว ผมยังเชื่อว่า ประวัติศาสตร์ย่อมย้อนรอยตัวเองเสมอนะครับ

#11 By นายฉิม on 2006-05-14 21:00

อืม ชอบช่วงสุดท้ายของบลอก
แต่อยากให้มีภาษาไทยและชาติไทยอ่ะ

หายปายนาน กลับมารายงานตัว แย้วเน้อ

#12 By gikkii on 2006-05-14 22:34

เราไม่รักไทย แล้วจะมีใครรักไทยครับ

บางครั้งมดตัวเล็กๆก็อาจจะทำงานใหญ่ได้

อยู่ที่ว่าจะเชื่อมั่นในพลังของตนเองรึเปล่า

#13 By คนเถื่อน on 2006-05-15 00:30

อายุ 16 ปี แน่เหรอคับ ?

#14 By X Saint (70.231.136.6) on 2006-05-17 14:24

โทษที ไม่อ่าน

ขี้เกียจ

#15 By เก้อ (58.10.158.162) on 2006-06-29 07:33

สงสารในหลวง...

#16 By iamnana on 2006-07-29 22:55