การเดินทาง
posted on 17 Mar 2006 22:06 by taocyberPart I
หลังจากการพักผ่อน 2 วันก็กลับมาอัพบล็อค
เป็นการเขียนที่ยากมาก เพราะทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมานี่มันมีเรื่องอะไรมากมายเหลือเกิน....
เริ่มจาก...
การสอบวันสุดท้าย ตามด้วยปัจฉิมนิเทศน์ในตอนบ่าย (9 มีนาคม 2549)

งานนี้ดูเหมือนจะเรื่อยๆ จนกระทั่งไอ้นักดนตรี(ม.ปลาย) นึกขึ้นมาได้ว่าเค้าสั่งให้มาเล่นดนตรี
ก็เลยเล่นกันขึ้นมาซะหยั่งงั้น... จากนั้นน้ำตาก็เริ่มนอง... แทบจะท่วมบริเวณ
เก็บภาพกันแทบไม่ทัน...
นึกๆดู บางทีเราก็ไม่เห็นความสำคัญของเรื่องเล็กๆน้อยๆ ในอดีตที่ผ่านไปแล้ว
แต่พอย้อนกลับไปตอนนั้น เราก็จะพบว่ามันเป็นเหมือนภาพฝันที่จะไม่ย้อนกลับมาอีก
เหมือนเตือนเราว่าคุณค่าของชีวิตมันยังมีซุกซ่อนอยู่ตรงไหนซักแห่งหนึ่ง...
ลองนึกถึงคำพูด หรือเหตุการณ์ที่จำได้เมื่อนานมาแล้วซักอย่างสิครับ
ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องสวยงาม หรือเรื่องเศร้า
เราก็มักจะอยากพบคนในความทรงจำ หรือไปในสถานที่ที่เป็นภาพเลือนๆนั้นอีกครั้ง
บางครั้งที่เราไปยืนอยู่ตรงนั้น ที่ซึ่งเราจดจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยนั่งอยู่
ความรู้สึกอ่อนใจ และต้องการที่พึ่งพิงมักจะเกิดขึ้นมา...
เรามีเพื่อน มีความอบอุ่นในปัจจุบัน แต่เรากลับโหยหาอดีตอยู่เสมอ...
Part II
เย็นวันที่ 9 มีนาคม 2549 หลังจากสอบเสร็จผมก็กลับมานั่งอยู่ที่บ้าน
นั่งนึกนอนนึก ว่าจะไปเชียงใหม่ต้องเอาอะไรไปมั่ง...
นึกๆ ดูแล้วไม่น่าจะเหลืออะไรแล้ว
ก็รูดซิปกระเป๋า เอาพาดบ่า แล้วก็ไปที่ท่ารถ
รถออกจากหมอชิต สามทุ่ม แต่ว่าผมขึ้นที่รังสิตก็เลยไปรอตั้งแต่ 3 ทุ่ม
ราวๆ 3 ทุ่มครึ่ง รถก็มาถึง เป็นรถ VIP 24 ที่นั่ง ขึ้นรถแบบหรูกันเลยทีเดียว
ไปถึงเชียงใหม่เช้าๆ วันที่ 10 นั่งรถผ่านคูเมืองก็จะเจอแบบนี้...
อันนี้ไม่ขอแสดงความคิดเห็นทางการเมือง (เดี๋ยวจะหาว่าสร้างความแตกแยก =_='')
แวะพันทิพย์เชียงใหม่ ซึ่งใหม่มากๆ และไม่มีผู้มีคนเลย... โล่งร้างว่างเปล่าดูน่าเศร้า
มันค่อนข้างจะเป็นการลงทุนที่ทะลึ่งอยู่ซักนิด เพราะฐานสำคัญเรื่องอุปกรณ์ IT
ก็จะรวมกันอยู่แถวๆ คูเมือง และคอมพลาซ่า...
พอไอ้เจ้าพันทิพย์มาเปิด มันขาดมิติในเชิงวัฒนธรรมของคนเชียงใหม่ครับ
ถึงห้างจะสะอาด จัดระเบียบดีแค่ไหน
ก็สู้ห้างเก่าๆ และออกจะรกๆ แบบคอมพล่าซ่าไม่ได้ครับ
เพราะมันไม่ใช่แค่คุณภาพ... แต่สำคัญที่ความเคยชิน
(อ้อ ชิน ในที่นี่หมายถึง ชินชา นะครับ ไม่ใช่ชิน ที่เป็นบริษัท)
แล้วก็ไปแวะสุริวงศ์ซื้อหนังสือหนึ่งเล่ม กลับมาสันป่าข่อยซื้อของกิน
เช้าวันที่ 11 มีนาคม 2549
เดินเท้า(แล้วขึ้นรถ)ไปดอยสุเทพ แวะน้ำตก นิดหน่อย แล้วก็กลับเพราะจะรีบไป
ทำธุระสำคัญมากๆ ที่เซ็ลทรัลแอร์พอร์ท นั่นก็คือ
เหล่หญิง ครับ
แต่ไม่สามารถจะถ่ายรูปในห้างได้โดยประการทั้งปวง ก็เลยได้แค่มองให้จิตป่วนปั่นรัญจวนใจไป
เท่านั้นเอง ^-^
วันนั้น สาธิต มช. ปิดเทอมพอดีครับ ก็เลยมีสาวชุดนักเรียนทั้ง ม.ต้น และ ม.ปลาย
เดินกันเกลื่อนกลาดดาษดาละลานตาน่าชมดูเลยทีเดียว เหอๆ
ตกเย็นดู "แดจังกึม" ตอนอวสานที่บ้านตา-ยาย (คือนอนบ้านญาติตลอดเลยครับ)
แล้วก็หลับ หมดไปอีกวันที่เชียงใหม่
เช้าวันที่ 12 ผมนั่งรถสี่ล้อจากหลังมอ ไปนิมานเหมินทร์
เสียรู้สี่ล้อล่อให้เงินไป 15 บาท แล้วมารู้ทีหลังว่ามันเสียแค่ 5 บาท
(คราวหน้าไปตูจะโดดลงแล้วไม่จ่ายตังค์ ฮึ่ม...)
แวะบ้านญาติที่นิมานเหมินทร์ซอย 5 แล้วเดินกลับออกมาเลี้ยวไปทางแยกรินคำ
เลี้ยวขวาเดินเลียบถนนห้วยแก้วไปจนถึงหน้าเซ็นทรัลกาดสวนแก้วอันซบเซา
เหลือเพียงซากอดีตอันเคยรุ่งโรจน์และคึกครึ้น....
แต่จุดประสงค์ไม่ใช่ที่เซ็นทรัลหรอกครับ ผมเดินมาหาร้านอินเตอร์เน็ตครับ
เดินไปก็มีแต่ร้านเกมที่มันเปิด 10 โมง จนมาเจอไอ้เจ้าร้านนี้
เป็นร้านสำหรับบริการฝรั่ง (อยู่ตรงข้ามปางสวนแก้ว)
ก็เลยเข้าไปนั่งเช็คแมว เปิดบล็อคตามสบาย แต่พิมพ์ภาษาไทยไม่ได้ซักกะตัว
แต่ที่สำคัญถึงขนาดเอามาลงในบล็อคก็เพราะ
คนดูแลร้านน่ารักม๊ากกก ครับ
สาวสองคนนั่งอยู่ในร้านเงียบๆ บรรยากาศแจ่มๆ อูว...
จากนั้นไปแวะคอมพลาซ่าซื้อ โปรแกรม DVD เถื่อนแผ่นละ 250
ก่อนจะกลับมาจัดกระเป๋ากลับบ้าน
ถ่ายรูป "แม่น้ำรำลึก" ที่ซื้อมาจากสุริวงศ์ คู่กับ Boarding Pass
นั่งนกแอร์กลับบ้านตอนบ่ายสองโมงครึ่งครับ
Part III
กลับมาแล้วก็จัดกระเป๋าต่อเลยครับ เนื่องจากวันรุ่งขึ้นจะต้องไป แก่งกระจาน
ผมจัดกระเป๋าเสร็จตอน 6 โมงเย็นกว่าๆ แล้วก็รีบนอนเลย...
เช้าวันที่ 13 มีนาคม 2549
ผมออกเดินทางจากโรงเรียน(เป็นค่ายวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนครับ)
ตอนราวๆ 8 โมงกว่าๆ...

ถ่ายรูปข้างทางไปเรื่อยๆ คลองรังสิต และสนามบินดอนเมืองครับ...
ข้ามไปถึงที่พักเลยละกัน

ซ้าย << ที่พักของผมและเพื่อนรวม 4 คน แต่นอนเต็นท์ 8 คน (เป็นส่วนเกินครับเลยสบาย)
ขวา >> ที่พักของนักเรียนหญิงทั้งหมด ห้องพักรวมติดแอร์อีกต่างหาก...

หลังจากถึงที่พักราวๆ เที่ยงครึ่ง เราก็กินข้าวกันท่ามกลางบรรยากาศร้อน(ฉิบ)หายห่วง
แล้วก็เดินทางไปที่แข่นแก่งกระจาน ได้ลงไปดูห้องควบคุมเขื่อนใต้ดิน (ภาพซ้าย)
ตกดึกมีอาจารย์ประจำภาพวิชาฟิสิกส์จาก ม.ธรรมศาสตร์ มาเป็นไกด์ดูดาว...
เรานึกพิเรนท์เอากล้องไปแนบกล้องดูดาวกัน ก็เลยได้ภาพดวงจันทร์มาดังนี้... ชัดมาก....

เช้าวันที่ 14 มีนาคม 2549 ทีมงาน WWF พาเราดูนกยามเช้า แต่ไม่ค่อยได้ดูนกเท่าไหร่
เพราะอินกับบรรยากาศมาก (แต่งนิราศไว้ด้วยเดี๋ยวจะเอามาลงในเอ็นทรีหน้าครับ)
ใครชอบรูปสวยๆ จะขอรูปเต็มก็ได้นะครับ ผมไม่หวง

ตอนเช้าเดินป่าแล้วกลับมานั่งกินข้าว ก่อนที่ฝนจะถล่มลงมาชั่วขณะเวลาหนึ่งนั้นแล้วเงียบสงบ
พอฝนหยุด เราก็เดินทางไปที่อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน บรรยากาศสวยมาก
เหมือนกุ้ยหลินเลยครับ (ออกจะเว่อร์ไปนิด)
อึ้งอยู่นานครับ... ตรงนี้
แล้วเราก็เจอร้านค้าแห่งแรก เป็นที่ฮือฮามาก แห่กันไปซื้อของกิน...
เพราะแถวที่พักมันไม่มีอะไรเลยครับนอกจากภาพหุบเขาอันเวิ้งว้าง....

ดูจักจั่นลอกคราบกันแบบสดๆ ตอน ทุ่มครึ่ง ก่อนจะไปนอนรอดาวพฤหัสที่สนามหญ้า
กับ รศ.มนู ฟุ้งเฟื่อง ในคืนฟ้าปิด.... จนถึงเที่ยงคืน ในที่สุดก็ได้ดูดาวพฤหัสฯสมใจอยาก

ปิดค่ายกันตอนเช้าวันที่ 15 มีนาคม 2549ก่อนจะไปยังเป้าหมายสุดท้ายคือถ้ำที่เขาตอหม้อ
เสาหินปูนในถ้ำ 
ใหญ่มากๆ ใช้เวลาสร้างตัวเองขึ้นมาหลายร้อยปีครับ ว่าแล้วก็ถ่ายรูปซะหน่อย
หน้าตาผมจะดูหล่อมากในความละเอียดเท่านี้ครับ (เหอๆ)
ขากลับที่นั่งมันเบียดเสียดครับ ผมก็เลยได้ที่นั่ง VIP ตรงทางลงบันได
เป็นช่องใส่กระเป๋าซึ่งสามารถซุกตัวเข้าไปนอนได้ หลับสบายถึงโรงเรียนครับ
เป็นอันว่าการเดินทางอันเหน็ดเหนื่อย ของผมก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ
ขออีกทีครับ .... เหอๆ
การเดินทางบางครั้งเรามักมุ่งไปแค่จุดหมายปลายทาง
จนลืมว่ายังมีอะไรมากมายข้างทางนั่น... ต้นไม้ ก้อนหิน ดินฟ้า ต่างเฝ้ามองรถรา
ที่สัญจรผ่านไปมาไม่เหลียวแล ใยดีพวกมันบ้างเลย
ก็เหมือนกับการใช้ชีวิตที่บางครั้งเราก็คาดหวังกับอะไรบางอย่างมากจนเกินไป
พยายามที่จะคว้าฝันนั้นมา แต่แล้วเรากลับพบว่า
บนยอดเขาแห่งความสำเร็จนั้นกลับโดดเดี่ยวเดียวดาย... และมีเพียงทางลงเท่านั้น....
หากแต่ถ้าลองเดินไปเรื่อยๆ แล้วสำคัญไว้ว่าจุดหมายคือความสุข
จุดหมายคือธรรมชาติ จุดหมายคือการที่ตัวเราสบายใจ เดินไปเรื่อยๆ
คล้ายไม่มีจุดหมาย หากแต่มีจุดหมาย
บางทีเราพยายามจะไขว่ขว้าอะไรบางอย่าง แต่ยิ่งค้นหา
กลับยิ่งไม่เจอ ยิ่งห่างไกลออกไป
และในบางครั้งที่เราลองหยุดอยู่เฉยๆ สิ่งที่ค้นหามันกลับออกมาหาเราเอง
(เอามาจาก หมานคร รึเปล่าไม่รู้...)
เหมือนชีวิตที่เรายิ่งค้นหาความหมาย เรากลับไม่พบความหมายที่แท้จริง
แต่เมื่อเราหยุดไล่ล่ามัน ฉับพลันชีวิตคล้ายจะมีความหมายอย่างน่าประหลาด
จุดหมายจุดนั้น
คล้ายเป็นจุดที่กว้างใหญ่นัก

ปล.ว่างๆคงต้องไปนั่งเหล่มั่งแล้วแฮะ
#1 By Nemean on 2006-03-18 00:35