มาฆบูชา & วาเลนไทน์

posted on 13 Feb 2006 05:14 by taocyber

ก่อนจะตัดสินเกี่ยวกับเรื่องวันสำคัญสองวันนี้...เรามาดูข้อมูลกันดีกว่า

วั น"มาฆบูชา" เป็นวันบูชาพิเศษที่ต้องทำในวันเพ็ญเดือนมาฆะ หรือในวันที่พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์
( ซึ่งโดยปกติทำกันในกลางเดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ เดือนแปดสองแปด ก็เลื่อนไปกลางเดือน ๔ )
ถือกันว่าเป็นวันสำคัญ เพราะวันนี้ เป็นวันคล้ายกับ วันประชุมกันเป็นพิเศษ แห่งพระอรหันตสาวก
โดยมิได้มีการนัดหมาย ซึ่งเรียกว่า วัน
จาตุรงคสันนิบาต ซึ่งได้มีขึ้น ณ บริเวณเวฬุวันมหาวิหาร
หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลานับได้ ๙ เดือน
วันนี้เอง ที่พระพุทธองค์แสดง "
โอวาทปาฎิโมกข์" ซึ่งถือกันว่า เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจ
ของพระพุทธศาสนา
จาตุรงคสันนิบาต คือ การประชุมพร้อมด้วยองค์ ๔ คือ
๑. วันนั้น เป็นวันมาฆปูรณมี คือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือนมาฆะ จึงเรียกว่า มาฆบูชา
๒. พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย (
สาเหตุของการชุมนุม)
๓. พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ ประเภทฉฬภิญญา คือ ได้
อภิญญา ๖
๔. พระภิกษุ เหล่านั้น ทั้งหมด ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง (เอหิภิกฺขุอุปสมฺปทา)

โอวาทปาฏิโมกข์
เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึง
จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ของพระพุทธศาสนาไว้อย่างครบถ้วน
๑. จุดหมายของพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน (นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา)
๒. หลักการของพระพุทธศาสนา คือ ต้องมีความอดทน ในการฝึกตนเอง
เพื่อบรรลุจุดหมาย (ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา) ต้องประกอบด้วย
ก. ไม่ทำความชั่วโดยประการทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ (สพฺพปาปสฺส อรกณํ)
ข. ทำความดีทั้งทางกาย วาจา และใจ (กุสลสฺสูปสมฺปทา) การไม่ทำความชั่วนั้น จะเรียกว่า
เป็นคนดียังไม่ได้ การเป็นคนดี จะต้องทำความดี ทั้งทางกาย วาจา ใจ มิฉะนั้นแล้ว
คนปัญญาอ่อน คนเป็นอัมพาต เป็นต้น ก็จะเป็นคนดีไปหมด
ค. การชำระจิตใจให้สะอาด ผ่องใส สงบ (สจิตฺตปริโยทปนํ)
๓. วิธีการที่จะบรรลุจุดหมาย คือ ต้องฝึกอบรมตนแบบต่อเนื่อง ให้เกิดมรรคสามัคคี คือ
อริยมรรคมีองค์ ๘ ** รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๘ เกลียว หรือให้มี ศีล สมาธิ และปัญญา
รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๓ เกลียว พัฒนากาย วาจา ใจ ให้พูดดี ทำดี คิดดี ไม่ตกอยู่ใน
อำนาจแห่งกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ ราคะ โมสะ โมหะ ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส
ตัณหา หรือความใคร่ ความอยากมี อยากเป็น แบบมืดบอด ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น
ที่มันเป็นไปไม่ได้ เช่น ไม่อยากเป็นคนเสื่อมลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข

ข้อมูลเพิ่มเติมขุดคุ้ยได้ที่นี่ครับ
========================================================
เอาล่ะ...ทีนี้มาดูทางฝั่งวาเลนไทน์ของคริสต์บ้าง

วันวาเลนไทน์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์
จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน
ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน

ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) นั้น กรุงโรมได้เกิด
สงครามหลายครั้ง และคลอดิอุสเองก็ประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมาย
มหาศาลมาเข้าร่วมในศึกสงคราม และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคน
ไม่ต้องการจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุส
ประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีนักบุญ
ผู้ใจดีคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ท่านนักบุญวาเลนไทน์ ท่านเป็นพระที่กรุงโรมในสมัยของ
จักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ท่านนักบุญวาเลนไทน์และนักบุญมาริอุส ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็ก ๆ
เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับ ๆ ด้วย
และจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้นักบุญวาเลนไทน์ถูกจับและถูกตัดสินประหาร
โดยการตัดศรีษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่
ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์
ขุดคุ้ยข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่ครับ
========================================================
ข้อความที่ท่านจะอ่านต่อไปนี้อาจมีอคติปนเปื้อนอยู่บ้าง... ยกโทษให้ผมนะ....
========================================================
เอาล่ะ... ถึงตรงนี้อาจจะมีบางคนหมดกำลังใจแล้วปิดบล็อคผมไปก่อน...แต่ว่า
ไม่เป็นไรครับ...อันนี้แล้วแต่ศรัทธาจะอ่าน....
ประเด็นของปีนี้ก็คือ...
"มาฆบูชา แง อยู่ติดกับวาเลนไทน์เลยว่ะ"
จากที่ดูด้านบน จะพบว่าทั้งสองวันมีความสำคัญทางศาสนา พุทธ และ คริสต์
แน่นอนว่าชาวพุทธจะเห็นความสำคัญของมาฆบูชามากกว่า ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้น
แต่ก็มีชาวพุทธอีกส่วนหนึ่ง(ที่ไม่เข้าใจวันวาเลนไทน์) ออกมาต่อต้านเค้าอีก...
แฮ่ม... มันคือความแตกต่างที่เราลืมมองครับ ศรัทธาของศาสนา....
และเป็นเรื่องปกติที่ชาวคริสต์ก็จะให้ความสำคัญกับวาเลนไทน์มากกว่า

เรื่องของเรื่องก็คือ มีคนบอกว่า วาเลนไทน์เป็นวันเสียตัว...!!!!!
ครับ... อันนี้เป็นเรื่องจริงของการตีความผิดๆ ของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งจะพูดก็คือ
อ้างเอาวันนี้ไปทำศาสนาแปดเปื้อน...
ความรัก กับ เซ็กส์ มันคนละประเด็นเลยนะ
ตรงนี้ชาวพุทธ (หัวอนุรักษ์นิยม(รึเปล่า)) ก็ออกมาโวยวายใหญ่เลยว่า
วันวาเลนไทน์เนี่ยมันไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย วันไม่ดี วัยรุ่นให้ความสำคัญผิดๆ
เรื่องนี้ใช่เลย... การให้ความสำคัญผิดๆ ยิ่งเป็นชาวพุทธด้วยแล้ว ก็ควรจะระลึกถึง
วันมาฆบูชาเป็นสำคัญ...

ปัญหาใหญ่ที่สุดเห็นจะเป็นเรื่อง...คุณค่า
แม้แต่พุทธแท้ๆ หรือพุทธที่เคร่ง (หมายถึงฆราวาส(คนที่ไม่ใช่พระง่ะ)) บางคนก็
ใช่ว่าจะนึกถึงตรงนี้... ไม่ได้หมายความว่าไม่ดีนะ...แต่พระพุทธเจ้าท่านก็สอนไม่ให้
ยึดติดกับความเป็นตัวตน...
เรื่องการให้คุณค่ากับตัวตนนี่แหละครับ
แน่นอนว่าศรัทธาเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง หากเป็นไปในทางสร้างสรรค์
แต่ถ้าศรัทธาแล้วทำลาย หรือสร้างความไม่สงบสุขก็เรียกได้ว่า
งมงาย

ผมกำลังจะบอกอะไรหรือ ????

ผมพยายามจะบอกว่า... วันมาฆบูชา หรือวาเลนไทน์นั้นจะไร้คุณค่า
หากเราเอาศรัทธาของเราไปอยู่กับเพียงวัตถุเท่านั้น
เวียนเทียนแล้วจบ ได้บุญก็ใช่ว่าถูก....
ให้ดอกไม้ การ์ดแพงๆ แล้วใช่ว่าให้ความรัก...

คุณค่ามันอยู่ตรงจิตใจครับ... หลักพระพุทธศาสนามีบอกไว้
คำสอนคริสต์ศาสนาก็กล่าวถึงเรื่องความรักอย่างชัดเจน....

การทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำใจให้ผ่องใส... อันนี้สิ่งที่พึงกระทำ
ส่วนพิธีการเวียนเทียนนั้นทำด้วยสมาธิ(ไม่ใช่เดินคุยกัน) ทำด้วย
ศรัทธา ทำด้วยความระลึกอยู่ ทำอย่างมีจุดมุ่งหมาย ก็พอแล้ว
การให้อภัย รู้จักให้ความรัก มิใช่จะช่วงชิง....อันนี้ที่สำคัญ
ส่วนดอกไม้...ของขวัญ... เป็นแค่สื่อที่เราให้ด้วยใจ ให้ด้วยความรัก

"ท่านประธานครับ ความรักคืออะไรครับ???"

โถ่...entry นี้ได้ยาวฉิบหายแน่ๆ
ผมขออนุญาติพูดในฐานะที่เป็นพุทธนะครับ "รัก" คือความ
รู้สึกผูกพันธ์ที่มีต่อสิ่งใดๆ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีชีวิต
ความรัก ก็คือการที่รู้สึกรัก หวงแหน... และแน่นอนคือ
เมื่อสิ่งที่รักจากไป...ก็จะมีทุกข์ตามมา
"ที่ใดมีรัก..ที่นั่นมีทุกข์" อันนี้พระพุทธเจ้าตรัสเลยน่ะ
สรุปว่า...ถ้ารักแล้วต้องการจะรักด้วยการให้คนที่รัก
รักในความดี อุดมการณ์ที่ถูกต้อง รักพ่อแม่ รักธรรมชาติ
ก็นับได้ว่าเป็นความรักในเชิงบวก +++

ผมก็ยังคงไม่เห็นความแตกต่างของนิยามความรักของทั้งสองศาสดา
"รักผู้อื่น...คือหัวใจของทุกศาสนา" อันนี้ของท่านพุทธทาสครับ
เรื่องความรักนี่ให้ผมอธิบายก็ค่อนข้างยาก เพราะเป็นเรื่องของอารมณ์
คงจะต้องถามผู้เข้าใจลึกซึ้งอย่าง (อย่างพระพุทธเจ้า =_='')


"รีบจบเถอะ ตูอ่านจนปวดขี้แล้ว!!!!"




ครับๆ ขอโทษจริงๆที่รบกวนเวลา
ถึงบรรทัดนี้ผมว่าเลิกใช้ทิษฐิ ตัดสินได้แล้วล่ะครับ
วัตถุ ไม่สำคัญเท่าจิตใจ จะพุทธ หรือคริสต์
เพียงแค่เข้าใจในหลักศาสนา ความดีงามก็เกิดได้ทุกที่ครับ
ส่วนคนที่เขายังยึดติดกับวัตถุมากๆ เขาก็จะเปนเหยื่อ
ของการขายดอกไม้เก็งกำไรเกินควรนะก๊าบ >_<''
เฮ้ย...ปีนี้ผมเลิกขายดอกไม้แล้วน่ะ....(ปีที่แล้วขาดทุน T-T)

ไม่มีวันไหนสำคัญกว่ากันหรอกครับ ไม่มีวันใดๆ
ในปีๆหนึ่งสำคัญกว่ากันด้วย... มันอยู่ที่จิตใจ....
แค่นั้นก็พอ....

========================================================
หากข้อความข้างบนหมิ่นศาสนาท่านก็อโหสิกรรมด้วยครับ
สำหรับคนที่ข้องใจเรื่องความรักให้ไปดูที่บล็อคของพี่คนนี้ครับ
qwertyอธิบายความรักไว้แจ่มมาก =_=''
========================================================

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

โห มีคนตื่นเช้าเหมอืนกันแฮะ ขอบคุณมากครับ วันนี้จะไปทำบุญพอดีเลยเหอๆ

#1 By ravender on 2006-02-13 05:44

เห็นด้วยนะ ว่าคนส่วนใหญ่ก็เข้าใจอะไรผิดๆ -*-
บางอย่างมันก็ได้อิทธิพลจากสื่อ จากคนรอบข้างด้วย

สิ่งๆหนึ่งจะสำคัญกับเรา ก็ต่อเมื่อเราให้ความสำคัญกับมันจริงๆ

#2 By 「 jensaru 」 on 2006-02-13 06:14

เหะๆ*
เรามันพวกสิ่งที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ในแร็ค*
เพาะคนเล่นหายาก*
ไปไหนเจอแต่บอท*

ขอบคุณนะค๊าที่เม้นท์บล็อคให้*

#3 By [N]a[N]a :: [~Dir en soI~] on 2006-02-13 06:15

---

ยังพุทธเราก็ยังมีวันสำคัญอีกหนึ่งวันนะ

ที่มีความสำคัญ

อยากให้คนไทยหันมาเข้าวัดกันบ้างนะ

#4 By Coffee mania on 2006-02-13 07:40

-_-"

แล้วผมมานั่งทำอะไรอยู่เนี่ยวันมาฆฯ
แล้วผมมานั่งทำอะไรอยู่เนี่ยใกล้วาเลนไทน์

#5 By ซาฟิเร่ (203.114.98.184) on 2006-02-13 11:06

คุณค่ามันอยู่ตรงจิตใจครับ... หลักพระพุทธศาสนามีบอกไว้
คำสอนคริสต์ศาสนาก็กล่าวถึงเรื่องความรักอย่างชัดเจน....


ใช่ค่ะ
ความรักที่แท้จริงมันบอกยากนะ
ไม่มีใครรู้หรอกว่าจริงๆมันเป็นไง
แต่สัมผัสได้นะ นานาว่า

#6 By iamnana on 2006-02-14 22:48

อัลเบิร์ต ไอสไตน์ กล่าวถึงพระพุทธศาสนาก่อนเสียชีวิต

มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาชื่อเรื่อง " The Human Side " ซึ่งนักฟิสิกส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลผู้นี้ ได้กล่าวทิ้งท้ายให้เป็นปริศนาแห่งโลกอนาคตว่า

The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism. (Albert Einstein)

"ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา(คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้
....ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา"

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพ

คำพูดของไอสไตล์นั้นมีความนัยที่สำคัญซ่อนอยู่และรอคอยการค้นพบ และทฤษฎีเอกภาพหรือทฤษฎีสรรพสิ่งที่ต้องการค้นหานั้น ที่จริงพระพุทธเจ้าได้ตอบให้เบ็ดเสร็จก่อนหน้านั้น 2500 ปี

[1954, from Albert Einstein:The Human Side, edited by Helen Dukas and Banesh Hoffman, Princeton University Press]
http://en.wikipedia.org/wiki/Albert_Einstein
http://www.mlahanas.de/Privat/quotations.htm http://members.shaw.ca/sanuja/buddhismquorts.html


พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า
“ สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(1) ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(2) บางชาติเกิดเป็นเทพ(เทวดา+พรหม) บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย บางชาติต้องตกนรก ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(3)

......อ้างอิง...ดูรายละเอียดใน พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงการราชิวิทยาลัย (เล่มที่ / หน้าที่ )
1. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๓
2. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ หน้า ๒๒๗
3. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๓๕๐-๓๖๕

ดูต่อที่ : http://www.tlcthai.com/club/list_topic.php?club=buddhism&club_id=1278&table_id=1&cate_id=788

http://www.o2blog.com/myblog/blog.php?month=&year=&user=montasavi&page=&syear=&smonth=&sdate=&style=1&id=843

เว็บ...ของพระฝรั่ง ที่อุปสมบทในพุทธศาสนา
http://www.vimutti.org.nz/vimutti.html
http://www.users.zetnet.co.uk/phrakhem/
http://www.abhayagiri.org/
http://www.arrowriver.ca/
http://www.tisarana.ca/
http://santacittarama.altervista.org/welcome.htm
http://www.amaravati.org/
http://www.ratanagiri.org.uk/
http://www.foresthermitage.org.uk/
http://www.forestsangha.org/com/devon.htm
http://www.abhayagiri.org/
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=3169


webside ….ศึกษาพุทธศาสนา
http://www.sarakadee.com/web/
http://www.prajan.com/webboard/
http://www.jarun.org/
http://www.sati99.com/
http://www.praruttanatri.com/meditation_club/
http://www.nkgen.com/
montasavi_@hotmail.com

พระไตรปิฏกภาษาอังกฤษ
http://www.geocities.com/Athens/Forum/2359/indsut.html
http://www.accesstoinsight.org/index.html
http://www.acessoaoinsight.net/tipitaka.php
http://eng.buddhapia.com/
http://www.vipassana.com/canon/sutta.php
http://www.chaf.lib.latrobe.edu.au/dcd/pali.htm
http://oaks.nvg.org/tripitaka.html
http://myweb.ncku.edu.tw/~lausinan/AccessToInsight/html/index.html


บาลี : http://www.buddhanet.net/pdf_file/ele_pali.pdf
http://www.alphadictionary.com/directory/Languages/Indo,045Iranian/Pali/


#7 By montasavi on 2007-11-25 09:57

#8 By (125.24.127.159) on 2008-05-21 17:08